Profil de PuttasakNo_NaMe : Answer is Ques...PhotosBlogListes Outils Aide

Puttasak Tantisuttivet

Occupation
..ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น..ขอฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนาม..แม้สิ้นชาติวาสนาชะตาทราม..ขอฝากนามให้โลกรู้ กูก็ชาย..

Horoscope

Chargement...

Lecteur Windows Media

Code HTML personnalisé

Aucun contenu n'a été ajouté.

No_NaMe : Answer is Question,Question is Answer

..เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน..เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์..แต่ผู้ที่ควรชมนิยมกัน..ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา..
Photo 1 sur 1
17 mars

..Blind But Bright..

     นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่ผมจั่วชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ
แต่ชื่อนี้เห็นแล้วมันได้ใจความดี เลยยืมมาใช้หน่อยนะครับ
เพราะชื่อนี้ผมไม่ได้คิดเองหรอก แต่เป็นน้องกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียนวิชาปรัชญาด้วยกัน เขาตั้งชื่อไว้
     วิชาปรัชญาที่ผมเรียนจะมีงานชิ้นหนึ่งครับชื่อว่า
"ภารกิจความดี ทำดีกู้แผ่นดืน" อาจารย์แนนเข้าใจตั้งชื่อนะครับเนี่ย
ไม่ทราบว่าอาจารย์รู้ได้ยังไงว่าคนสมัยนี้ ยึดถือความดีเป็นแค่ภารกิจ
ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำโดยจิตสำนึก  กระทำโดยไม่ต้องมีใครบอก
     กิจกรรมนี้ก็จะให้นักศึกษา จับกลุ่มกันไปทำความดีตามที่ต่างๆ
แล้วถ่ายวีดีโอมานำเสนอ กลุ่มน้องที่ผมพูดถึงนี้ เขาไปที่ รร.สอนคนตาบอดครับ
จึงเป็นที่มาของชื่อภารกิจในครั้งนี้ "Blind But Bright" ผมประทับใจกับกลุ่มนี้มากที่สุด
เพราะน้องเค้าถือกล้องวิดีโอไปคุยกับน้องที่ตาบอด ถึงความเป็นอยู่ ความรู้สึก
เชื่อไหมครับ ไม่มีใครท้อแท้ คิดว่าตัวเองเป็นปมด้อยเลยซักคน
โดยเฉพาะน้องผู้ชายคนนึงผมจำชื่อไม่ได้ อายุประมาณ 9 ขวบ ถูกสัมภาษณ์ว่า
โตขึ้นอยากทำอะไร รู้ไหมครับน้องเขาตอบว่าอะไร
"อยากเป็นนักวาดรูปครับ"  ผมฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่
อึ้งว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
..ตาบอด แต่อยากเป็นนักวาดรูป..
จะมีคนตาดีๆซักคนไหมที่กล้าฝันเช่นนี้
หรือเพราะความเป็นจริงอันโหดร้ายบนโลกใบนี้
กำลังกักขังความฝันของคนปกติธรรมดา มิให้ออกมาโลดแล่น
เพียงเพราะคำว่า เป็นไปไม่ได้
     น้องคนนี้ทำให้ผมนึกถึงคนอีกคนหนึ่งครับ
ผลงานซิมโฟนี ของบีโธเฟน นั่นปะไร
บีโธเฟนหูหนวกตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ
แต่บีโธเฟนยังประพันธ์ผลงานชิ้นก้องโลกออกมาอีกมากมาย
     นึกถึงเพลงของวงเฉลียงอีกแล้วครับ ระยะนี้ไม่รู้เป็นอะไร ฟังเฉลียงบ่อยเหลือเกิน
"สิ่งจะงามอยู่กับใจ บอดที่ใจเห็นไปอย่างไรไม่มีวันงาม"
ตาบอดนั้นย่อมต้องเสียใจอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญอย่าให้ใจบอดครับ
ผมว่าบางที คนปกติธรรมดาบางคน เขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าใจของเขากำลังบอด
ลองสำรวจตัวเองดูนะครับ รีบทำการรักษา อย่าปล่อยไว้นานจนรักษาไม่หาย
ทำตัวให้เหมือนกับน้องๆที่จั่วหัวไว้ครับ Blind But Bright บอดแต่สว่าง
..บอดที่ตาแต่สว่างที่ใจ..
ตอนนี้เมื่อเราตาไม่บอด หูไม่หนวก หากแต่ปล่อยให้ใจมืดบอด
ไม่อายน้องๆเขาหรือครับ... 
 
*************************
 
 


15 février

..วาเลนไทน์..

   สวัสดีวันวาเลนไทน์
วันที่ถูกมนุษยชาติกำหนดให้เป็นวันแห่งความรัก
วันที่เป็นสัญลักษณ์อันเป็นความสุขของคนมีคู่
และวันที่เป็นสัญลักษณ์ของความเศร้า ของคนไร้คู่
  ความเศร้ามันมาจากไหนกันหนอ
คนแต่ละคนจะมีพื้นที่ให้คนอื่นยืนครับ
เช่น พ่อ แม่ คนรัก ก็ยืนอยู่ชิดๆหน่อย
เพื่อน ก็ห่างไปอีกนิด คนรู้จักก็ห่างเพิ่มขึ้นอีก
จนถึงคนไม่รู้จัก ซึ่งไม่ได้ยืนอยู่ในนั้น
   ความสัมพันธ์มันก็เกิดจากตรงนี้แหละครับ
เกิดจากคนหลายๆคน มายืนอยู่ในจุดแห่งความสัมพันธ์ จุดต่างๆ
เกิดเป็นความสัมพันธ์อันหลายหลาก ซับซ้อนไม่สิ้นสุด
แต่จุดแห่งความสัมพันธ์นี้แหละครับที่ทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน
ในเมื่อ "ที่ที่คนหนึ่งอยากจะยืน" กับ "ที่ที่อีกคนอยากจะให้ยืน"
มันไม่ตรงกัน ลำบากครับแบบนี้
   เมื่อคนหนึ่งอยากยืนใกล้ๆ แต่อีกคน อยากให้ถอยห่าง
เพราะถ้าเข้าใกล้ไปมันอึดอัดใช่มั้ยครับ เหมือนเวลาที่มีคนมายืนเบียดๆนั่นแหละ
นี่แหละครับสาเหตุของความเศร้าในวันวาเลนไทน์
   ผมก็เป็นคนหนึ่งครับ ที่กำลังมองหาจุดยืนที่เหมาะสมที่อีกคนอยากจะให้ยืน
ของแบบนี้หายากซะด้วย ถ้าไม่พูดกันตรงๆ
คงได้แต่รอเท่านั้นแหละครับ รอสามอย่างครับ
รอว่าเมื่อไหร่เค้าจะยอมให้ยืนในที่ที่ผมอยากจะยืน
ผมพยายามจะไม่กระโดดเข้าไปครับ เพราะเค้าคงจะอึดอัดน่าดู
ลำบากด้วยกันทั้งสองฝ่าย แบบนี้คงไม่เหมาะนัก
หรือรอว่า บางที ผมอาจจะชอบที่ยืนของผมตรงนี้ ผมอาจจะปรับใจได้ในวันหนึ่ง
หรือรออีกอย่างครับ
รอว่าหากยืนจุดนี้ไม่ไหวเมื่อไหร่ ก็คงทำได้แค่เดินจากไปอย่างเงียบๆ
    หลายคนอาจจะบอกว่า อย่างน้อยการมีที่ให้ยืน
ก็ยังดีกว่าไม่มีตรงไหนให้ยืนเลย แต่ขอโทษนะครับ
สำหรับผมแล้ว การที่ต้องยืนในที่ที่ไม่ชอบ ไม่สบายใจ
ผมขอเดินออกมาหาที่นั่งกินลมชมวิว สบายใจกว่ากันเยอะครับ^^...
 
**************************
5 février

..แกล้งลืม..

   วันนี้มีเรื่องตอนหนุ่มๆมาเล่าให้ฟังครับ
ไม่ใช่เรื่องของผมหรอกครับแต่เป็นเรื่องของเพื่อนผม
ตอนหยุดฤดูร้อนช่วงปีสอง ด้วยความที่ว่าง
มันเลยไปหางานพิเศษทำ สรุปว่าได้ทำที่ ชาบูชิ
หลังจากนั้นมันกลับมาเล่าด้วยความสนุกสนานว่า
"มึงรู้มั้ย ไอซุปที่มึงแดกอ่ะ แมลงสาปเต็มไปหมด"
มันเล่าด้วยหน้าตาสนุกสนานครับ
แต่คนฟังรับฟังด้วยใบหน้าพะอืดพะอมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เคยรับทราบความอร่อยของชาบูชิมาแล้วทั้งสิ้น
    หลังจากที่เฝ้ารังเกียจร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนี้อยู่สักพักใหญ่
ผมก็กลับไปนั่งคีบเนื้อชาบูกินกับเพื่อนด้วยความเอร็ดอร่อย
อย่างที่ลืมความรังเกียจก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น
แปลกนะครับ แม้ผมจะรู้อยู่กับใจว่าไอเจ้าน้ำซุปที่ผมกินอยู่นั้น
มันมีอะไรแปลกปลอมอยู่เบื้องหลัง ผมกลับดันลืมมันไปเสียหมด
สาเหตุก็เกิดจากความอร่อยที่อยู่ตรงหน้านั่นแหละครับ
    ผมไม่แน่ใจนักว่ามนุษย์คนอื่นนั้นเป็นอย่างผมหรือไม่
แต่โดยส่วนตัวผมเองนั้น 
ถ้าไม่ได้รับรู้สิ่งที่มันทำร้ายจิตใจผมโดยตรงและรุนแรงแล้วละก็
ผมพาลตัดใจลืมมันไปหมดสิ้น คงไว้แต่ความสุขที่ได้รับเฉพาะหน้า
แม้จะรู้ว่าความสุขนั้นมันเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
แต่ผมแกล้งลืม
แม้จะรู้ว่าหลังจากนี้คงเป็นทุกข์เมื่อนึกถึง
แต่ผมแกล้งลืม
แม้จะรู้ว่าซักวันหนึ่งสุขนั้นจะหายไป
แต่ผมแกล้งลืม
แม้จะรู้ว่าซักวันหนึ่งผมไม่อาจแกล้งลืมได้อีกต่อไป
แต่ผมก็ยังคงแกล้งลืม
ในที่สุดผมรู้ว่าเมื่อวันหนึ่งที่สุขหายไป ความปวดร้าว เสียใจจะมาแทนที่
ผมจะพยายามลืมมัน.....
 
***********************
31 janvier

..เนินเขาไร้พ่าย..

  นานมาแล้ว เรื่องราวกล่าวว่า
เมื่อครั้งที่เนินเขาแห่งนี้ยังไร้ชื่อนั้น
มีนักรบสองตนได้นัดประลองกัน
เพื่อพิสูจน์ฝีมือกระบี่ของตน

  นักรบตนแรกเชื่อว่า
ฝีมือกระบี่ตนเป็นหนึ่งในใต้หล้า

  นักรบตนที่สอง
เชื่อว่าไม่มีผู้ใดที่ตนเอาชนะไม่ได้

  เรื่องราวเล่าไว้ เพียงดาบแรก
ของการประลองในครั้งนั้น
นักรบทั้งสองต่างก็แทงกระบี่
ทะลุหัวใจอีกฝ่ายในทันใด
ความตายมาถึงรวดเร็วง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองแม้สิ้นชีวาวาย
จึงไม่อาจตอบได้ว่าใครพ่ายแพ้

  นับจากนั้นนักรบทั้งสอง
จึงได้กลายเป็นบางสิ่งที่ยังยึดติด
เพราะไม่อาจยอมจบชีวิตเพียงแค่ความตาย
หากยังไม่รู้แน่ ว่าผู้ใดคือฝ่ายแพ้พ่าย
จะต้องหยัดยืนขึ้นประลองกันใหม่
จนกว่าจะรู้คำตอบ

  หมื่นกระบี่พันราตรีที่ดำเนินไปไม่รู้จบสิ้น
จึงเป็นที่มาของนามเนินเขาไร้พ่าย
สถานที่แห่งคำถามถึงความหมาย
ว่าแพ้ชนะสำคัญยิ่งกว่าเป็นตาย
หรือต่างพ่ายในทิฐิตน....

*******************************
ที่มา : ทรงศีล ทิวสมบุญ  คอลัมน์ Once  Upon sometimes หนังสือ a day เล่มที่ 89 

24 janvier

..ปัญหาชวนคิด..

ข้อความต่อไปนี้เป็นจริงหรือเท็จ ??
     "ข้อความนี้เป็นเท็จ"

------------------------
จากกระทู้หนึ่งในเวปไซต์พันทิป ดอท คอม
14 janvier

..เที่ยวละไมในเมืองปาย..

    "เที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลม สนุกสุขสมหัวใจหงายคว่ำ"
เพลงเที่ยวละไมของวงเฉลียงดังกรอกหูผมขณะนั่งรถหวานเย็น
ราคา 80 บาท มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ได้รับฉายาว่า
ปาย...สวรรค์บนดิน  (Pai....HeaVen On Earth)
   ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพสู่เชียงใหม่ 8 ชั่วโมงครึ่ง
และต่อรถหวานเย็นจากเชียงใหม่เข้าปายอีก 4 ชั่วโมง
รวมเวลาทั้งสิ้น 12 ชั่วโมงครึ่ง แต่ด้วยอากาศหนาวๆ
ที่โชยมาปะทะใบหน้า ยิ่งใกล้ปายยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ
มันทำให้ลืมความเหนื่อยจากการเดินทางได้ดีทีเดียว
   ไปครั้งนี้ไม่เน้นเที่ยวอะไรมากมายครับ
เพราะไปกันแค่ 3 คนจะเดินทางไปไหนก็ลำบาก
เพราะไม่มีรถ (รถมีครับ แต่เงินเช่ารถไม่มี)
เลยเช่ารถจักรยานยนต์ขับเที่ยว แถวๆตัวเมืองนั่นแหละ
ตอนแรกคิดว่าจะขับไปดูทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดัง
ห่างจากตัวเมืองปาย ประมาณ 40 กิโลเมตร
ระยะทางมันไม่เท่าไหร่ แต่ด้วยอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส
แค่จะลุกจากเตียงไปฉี่ยังท้อเลยครับ อย่าว่าแต่จะไปเที่ยว
    แล้วก็ด้วยอากาศหนาวๆ ที่ไม่มีใครให้กอดคลายหนาว
แก๊งค์ชายโสดสามคนจึงต้องแก้หนาวกันด้วยยอดข้าวเคล้าแอลกอฮอลล์
วิธีกินเหล้าที่นี่ถ้ากินแบบเปิดหรือ Open Air มีให้เลือก 2 ทางครับ ไม่มีทางอื่นอีก คือ
1.กินแบบสบายๆ กินแบบนี้จะกินได้แป๊บเดียวเพราะมันหนาวจนทนไม่ไหวจนต้องเลิกกิน
2.รีบกินสุดๆ จนเมาก่อนจะหนาว จากนั้นความเมาจะทำให้ความหนาวนั้นเป็นเรื่องเล็ก
พวกผมกินแบบวิธีแรกนะครับ ไม่ไหวจริงๆ.....
    โดยรวมแล้วปายเป็นเมืองที่น่ารักครับ เพียงแต่ความเป็นเมืองและชาวต่างชาติเข้าไปเยอะ
จนทำให้ความเงียบสงบที่เป็นเสน่ห์ของเมืองปายลดลงไปบ้าง
แต่ในความคิดผม ปาย ยังคงเป็นเมืองที่ผมชอบอยู่ดี
ถ้าปายเป็นคน คงจะเป็นคนที่เงียบๆ แต่อบอุ่นและโรแมนติก
ผมจึงได้เห็นนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเป็นคู่กันเต็มไปหมด
ความหนาวมันคงทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นระหว่างกันมากขึ้น
     สัญญากับตัวเองเลยครับ ว่าจะกลับไปอีกอย่างแน่นอน
การได้หนีสังคมเมืองที่ชุลมุนวุ่นวาย เต็มไปด้วยมลพิษทั้งภายนอกและภายใน

ไปอยู่กับธรรมชาติ กับบรรยากาศเมืองที่เงียบแต่โรแมนติก

 ลืมภาระบนบ่าไว้ที่กรุงเทพ เช้ามานั่งจิบกาแฟกลางสายหมอก

กลางวันตะลอนเที่ยว

ตกกลางคืน นั่งจิบเบียร์แก้หนาว 

 ทำให้มีความคิดนึงลอยขึ้นมาในหัวครับ

"ความสุขมันเป็นแบบนี้เองหนอ"

เหมือนอีกท่อนนึงในเพลงเที่ยวละไม ที่คุณประภาสว่าไว้

"เที่ยวตามใจปอง ท่องตามการมี สุขอย่างนี้แล้วมีใดเท่า"

แล้วเจอกันนะปาย...

********** 

1 janvier

..สวัสดี..

   มองดูสายน้ำที่ไหลริน
มองดูชีวินที่เวียนผ่าน
เจอปัญหาอุปสรรคนานับประการ
เจอความหวานซาบซึ้งตรึงกมล

  มองดูเวลาหมุนเวียนไป
ดั่งสายน้ำไหลไม่สับสน
เจอทุกสิ่งมากมายชีวิตคน
ย่อมเจือปนทุกข์สุขคละเคล้าไป

  วันปีใหม่หมุนมาถึงอีกหน
ชีวิตคนยังหมุนอยู่ไม่ไปไหน
แต่ขอใช้โอกาสนี้อำนวยชัย
ความทุกข์ไหนให้ทุเลาเบาบางลง

  คิดอะไรทำอะไรจงตั้งจิต
ใช้ชีวิตต่อไปจะไม่หลง
เดินหน้าไปด้วยใจมั่นอย่าพะวง
ชีวิตคงเบิกบานสำราญใจ...

****************

  ปีใหม่แล้ว....ขอสวัสดี